Share

โคเอนไซม์คิวเทน หรือโคคิวเทน มีอีกชื่อหนึ่งว่า Ubiquinone (ยูบิควิโนน) เมื่อเรารับประทานโคเอนไซม์คิวเทนเข้าไปในร่างกาย Ubiquinone จะถูกเปลี่ยนรูปเป็น Ubiquinol (ยูบิควินอล) ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์โดยตรง

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ในคนแต่ละคน ร่างกายจะมีความสามารถในการเปลี่ยน Ubiquinone ไปเป็น Ubiquinol ได้ไม่เท่ากัน และยังพบว่า ร่างกายสามารถดูดซึม Ubiquinol ได้ดีกว่า Ubiquinone มีการประมาณว่า ในปริมาณที่เท่ากัน Ubiquinol จะมีระดับยาในเลือดหลังการรับประทานมากกว่า Ubiquinone ถึง 2-3 เท่า (เทียบการรับประทาน Ubiquinol 30 มก. เท่ากับ การรับประทานโคเอนไซม์คิวเทน (Ubiquinone) ถึง 100 มก.)

เมื่อเรารับประทานโคคิวเทนเข้าไป โคคิวเทนส่วนหนึ่ง ยังคงอยู่ในรูปแบบของ Ubiquinone ในขณะที่บางส่วนถูกเปลี่ยนเป็น Ubiquinol ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์ การรับประทาน Ubiquinol ซึ่งเป็นรูปแบบที่ออกฤทธิ์โดยตรง จะทำให้ใช้ปริมาณในการรับประทานน้อยกว่า การกินโคคิวเทนถึงประมาณ 3 เท่า ระยะเวลาในการออกฤทธิ์รวดเร็วกว่า และระยะเวลาในการออกฤทธิ์จะอยู่ได้นานกว่าด้วย

ในโรคที่ต้องใช้การรับประทานโคคิวเทนในปริมาณมากต่อวัน เช่น โรคหัวใจ และหลอดเลือด และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งต้องการการรับประทานโคคิวเทนถึงวันละ 100 มก./วัน จะสามารถเทียบได้กับการรับประทาน Ubiquinol ในปริมาณ 30 มก./วัน เท่านั้น เพื่อจะได้รับผลแบบเดียวกัน

งานวิจัยทางการแพทย์ของการใช้โคเอนไซม์คิวเทนในปัจจุบัน มีตั้งแต่การรับประทานโคคิวเทนในการป้องกันและร่วมรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด การป้องกันมะเร็งผิวหนัง และป้องกันความชราของผิวพรรณ การป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก และมะเร็งเต้านม การปรับสมดุลน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน และการป้องกันการถูกทำลาย และสูญเสียความยืดหยุ่นของด้านในผนังหลอดเลือด การชะลอความก้าวหน้าของโรคพาร์กินสัน การป้องกันการปวดศีรษะไมเกรน การกระตุ้นภูมิต้านทาน การป้องกันโรคของเหงือก และฟัน การป้องกันสายตาเสื่อม และการเพิ่มความแข็งแรง และจำนวนสเปิร์มที่มีชีวิตในเพศชาย

โทโคไตรอินอล (Tocotrienol) เป็นรูปแบบของวิตามินอีที่ดีที่สุดในธรรมชาติ สามารถแทรกตัวอยู่ในผนังเซลล์ได้ดีกว่าวิตามินอีในรูปแบบอื่นๆ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

ซีลีเนียม อะมิโน แอซิด คีเลท ซีลีเนียมเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังช่วยกระตุ้นเอนไซม์ที่ต้านอนุมูลอิสระให้ทำงานดีขึ้น ซีลีเนียมจำเป็นสำหรับการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ

ไพริดอกซีน ไฮโดรคลอไรด์ (วิตามินบี 6) ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายให้แข็งแรง ช่วยป้องกันการเกิดนิ่วในไต ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ วิตามินบี6จะช่วยสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง และยังทำให้ hemoglobin นำออกซิเจนได้เพิ่มขึ้น

วิตามินบี 12 ช่วยเปลี่ยนสารอาหารที่รับประทานเข้าไปให้อยู่ในรูปของกลูโคสเพื่อเป็นแหล่งพลังงานในร่างกาย เสริมการทำงานของระบบประสาทและไขสันหลัง ช่วยในกระบวนการผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดง ป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดมีขนาดใหญ่ผิดปกติ

กรดโฟลิค ( วิตามินบี 9) มีส่วนช่วยในกระบวนการเผาผลาญโปรตีน มีความสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดง มีความจำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์ นอกจากนี้ร่างกายต้องใช้ในกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลและกรดอะมิโน


References

1. Dhanasekaran M, Ren J. The emerging role of coenzyme Q-10 in aging, neurodegeneration, cardiovascular disease, cancer and diabetes mellitus. Curr Neurovasc Res. 2005 Dec;2(5):447-59.
2. Wang XL, Rainwater DL, Mahaney MC, Stocker R. Cosupplementation with vitamin E and coenzyme Q10 reduces circulating markers of inflammation in baboons. Am J Clin Nutr. 2004 Sep;80(3):649-55.
3. Rosenfeldt FL, Pepe S, Linnane A, et al. Coenzyme Q10 protects the aging heart against stress: studies in rats, human tissues, and patients. Ann NY Acad Sci. 2002 Apr;959:355-9.

เอกสารเพื่อการอบรมภายในบริษัทเท่านั้น