ดร. Otto Warburg นักชีวเคมีชาวเยอรมัน ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1931 จากการค้นพบสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็ง ในปี 1923 โดยที่เขาได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ กลไกการเกิดมะเร็ง หรือ The Metabolism of Tumors มีใจความว่า สาเหตุหลักของการเกิดมะเร็งเกิดจากโมเลกุลของออกซิเจนในขบวนการหายใจของเซลล์ปกติ ถูกแทนที่ด้วยขบวนการหมักของน้ำตาล การเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเกิดจากการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน และเซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีในที่ๆไม่มีออกซิเจน เลือดที่เป็นด่างจะมีออกซิเจนสูงมาก เป็นสภาวะที่ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

หากสารละลายภายนอกเซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเลือดของเราเป็นกรด สิ่งแรกที่ร่างกายของเราจะรู้สึกได้ คือ ความรู้สึกเหนื่อยล้า หมดแรง ง่ายต่อการติดเชื้อ และเป็นหวัดได้ง่าย เมื่อเลือดเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายเราจะเริ่มมีความเจ็บปวด เช่น ปวดศีรษะ เจ็บหน้าอก ปวดท้อง ฯลฯ

นพ. Keiichi Morishita จากประเทศญี่ปุ่น ได้เขียนไว้ในหนังสือของเขาที่ชื่อ “ความลับของโรคมะเร็ง” หรือ “The Hidden Truth of Cancer” ในปี 1976 ว่า เมื่อเลือดมีความเป็นกรดมากขึ้น ร่างกายของเราจะสะสมของเสียที่เป็นกรดตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เซลล์ตาย เซลล์ที่ตายแล้ว ก็จะทำให้เลือดเป็นกรดมากขึ้นไปอีก ในสภาวะ
เช่นนี้ เซลล์บางเซลล์จะมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นกรด โดยการปรับตัวเป็นเซลล์มะเร็ง เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในสภาวะที่เลือดเป็นกรด และขาดออกซิเจน ในขณะที่เซลล์ปกติจะตายไป

การแพทย์แผนปัจจุบัน รักษามะเร็งโดยใช้วิธีการเสมือนว่า เซลล์มะเร็งเป็นเชื้อโรคชนิดหนึ่ง ขณะที่เคมีบำบัดทำลายเซลล์มะเร็ง เคมีบำบัดก็เป็นสารก่อมะเร็ง และกดภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์ปกติในร่างกายอ่อนแอลงด้วย กลไกปกติในระบบภูมิต้านทานของร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการทำลายเซลล์มะเร็งจึงสูญเสียไปด้วย การผ่าตัดเซลล์มะเร็งออก ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่ดีกว่า แต่แม้ว่า หลังการผ่าตัดเอาเซลล์มะเร็งออกจากร่างกายจนหมด ในสภาวะที่เลือดเป็นกรด ก็เอื้อต่อการกลับซ้ำของมะเร็งอยู่ดี

เอกสารเพื่อการอบรมภายในบริษัทเท่านั้น