งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของแอสต้าแซนทิน ที่โดดเด่นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีตั้งแต่ผลการป้องกัน และฟื้นฟูจอตาที่เสื่อม ซึ่งพบมากในผู้สูงอายุ และผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งจอตาจะเป็นจุดรับภาพของลูกตา เมื่อเสื่อมลงจะทำให้ตามัวลงเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นในที่สุด ป้องกันการเสื่อมของไต และหลอดเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน การป้องกัน และร่วมบำบัดในผู้ป่วยความจำเสื่อมอัลไซม์เมอร์ และพาร์กินสัน การปรับสมดุลโคเลสเตอรอล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง LDL ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลตัวร้าย ลดภาวะอักเสบในร่างกาย ช่วยในผู้ป่วยภูมิแพ้ตัวเอง ภูมิต้านทานต่ำ และการติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง เช่น กลุ่มผู้ป่วย AIDS ผู้ติดเชื้อไวรัสงูสวัด และเริม ช่วยภาวะอาหารไม่ย่อย และโรคกระเพาะ ทำให้สเปิร์มแข็งแรงขึ้น ทำให้กล้ามเนื้อทำงานดีขึ้น พิทักษ์ผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด ทำให้หัวใจเต้นเป็นจังหวะปกติ ปรับสมดุลความดันโลหิต คลายเครียด ช่วยในผู้ป่วยต่อมลูกหมากโต และมะเร็งต่อมลูกหมาก ช่วยการซ่อมแซม และฟื้นฟูเซลล์สมอง และหลอดเลือดในผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตก หรือผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง

แอสต้าแซนทินช่วยทำให้อาการสายตาอ่อนล้าดีขึ้น ส่วนในผู้ป่วยทางเดินอาหารส่วนบนบกพร่อง ได้แก่กลุ่มอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย จุก เสียด แน่น ในช่องท้อง กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบแบบเป็นๆหายๆ การรับประทานแอสต้าแซนทินปริมาณตั้งแต่ 4 มก. ต่อวัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น

แอสต้าแซนทิน ยังให้ผลในการปรับสมดุลโคเลสเตอรอล ทำให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นมากขึ้น ควรใช้ร่วมกับสารสกัดจากเมล็ดองุ่น ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ในเรื่องกล้ามเนื้อ แอสต้าแซนทิน ทำให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น ลดอาการเมื่อยล้า อักเสบของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้แอสต้าแซนทิน ยังปกป้องผิวหนัง และเยื่อหุ้มเซลล์จากการถูกทำลายโดยแสงอาทิตย์ และอนุมูลอิสระ ลดอาการบวมของผิวหนัง กระชับผิว ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่นมากขึ้น ลดการอักเสบของผิว และลดเลือนริ้วรอย

เอกสารเพื่อการอบรมภายในบริษัทเท่านั้น